Black Ribbon

'สศช.' ชี้ความท้าทาย 'ประเทศรายได้สูง' ปรับโครงสร้างการผลิต ‘ถอนรากถอนโคน’

02 กันยายน 2569
'สศช.' ชี้ความท้าทาย 'ประเทศรายได้สูง' ปรับโครงสร้างการผลิต ‘ถอนรากถอนโคน’

"สศช." ชี้หนทางสู่ประเทศรายได้สูง ต้องปรับโครงสร้างการผลิตแบบ "ถอนรากถอนโคน" เน้นต่อยอดอุตสาหกรรมที่เชี่ยวชาญ ควบคู่ไปกับการเปิดรับอุตสาหกรรมใหม่ และใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Data Center ทั้งนี้ ต้องใช้โอกาสการเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank สร้างความเชื่อมั่น-ดึงดูดการลงทุนในฐานะ "Trusted Hub" และ "Safe Zone" ของห่วงโซ่อุปทานโลก

ท่ามกลางความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยพร้อมกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากสุดเป็นประวัติการณ์ เกิดคำถามถึงความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะวิกฤติครั้งใหม่ ขณะที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ที่เป็นความท้าทายมาก

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สะท้อนถึงความจำเป็นที่ประเทศต้องเร่งเปลี่ยนผ่านทั้งด้านพลังงาน การเปิดรับอุตสาหกรรมใหม่ พร้อมต่อยอดและยกระดับอุตสาหกรรมเดิม ตลอดจนการใช้เวทีประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings วันที่ 12-18 ต.ค.2569 เพื่อสื่อสารว่าไทยเป็นฐานที่มั่นปลอดภัยแห่งใหม่พร้อมเป็นตัวเลือกให้นักลงทุน

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า วาระสำคัญที่ไทยเป็นเจ้าภาพประชุมใหญ่ประจำปี IMF และ World Bank ในแนวคิด “Thailand New Horizon” เป็นประตูให้ไทยแสดงศักยภาพนวัตกรรมการเงินดิจิทัล แพลตฟอร์มชำระเงินทันสมัย ตลาดคาร์บอนเครดิตเพื่อแก้ปัญหาภูมิอากาศ และเศรษฐกิจอายุยืน

รวมทั้งเป็นเวทีพิสูจน์ให้โลกว่าไทยคือ “Trusted Hub” และ “Safe Zone” ของห่วงโซ่อุปทานโลกแท้จริง โดยโอกาสครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นสร้างเครือข่ายความร่วมมือธุรกิจและเม็ดเงินลงทุนใหม่ เพื่อร่วมขับเคลื่อนไทยสู่ “ขอบฟ้าใหม่” อย่างยั่งยืน

“ไทยเป็นพันธมิตรกับทุกคน นอกจากศักยภาพในอนาคตแล้วยังเป็น safe zone หรือเป็น trusted hub ให้ภาคธุรกิจ ดังนั้นเป็นโอกาสดีที่ดึงภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่เคยตั้งสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ รวมถึงในตะวันออกกลาง เพื่อนำมาอยู่ในไทย” นายดนุชา กล่าว

ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี “ไม่เลียนแบบใคร”

อีกเป้าหมายของไทยอยู่ที่การหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางภายใน 12 ปี ซึ่งเป็นความท้าทายมากหากไทยไม่ปรับโครงสร้างการผลิตแบบถอนรากถอนโคนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

บทเรียนอดีตชี้ว่าตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ภาคเอกชนไทยชะลอลงทุนเห็นได้ชัด และการลงทุนส่วนใหญ่เน้นขยายหรือทดแทนกำลังการผลิตเดิมไม่ใช่ลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากเสถียรภาพการเมืองเป็นอุปสรรคสำคัญในการวางรากฐานระยะยาว

ข้อดีของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยคืออุตสาหกรรมไทยมีความหลากหลาย ไม่พึ่งพาอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งอย่างเดียว โดยความหลากหลายทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทกดีที่สุดเมื่อต้องเผชิญความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ดังนั้นต้องเริ่มต้นจากการนำสิ่งที่เชี่ยวชาญ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ มาต่อยอดและยกระดับ อย่างการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม Future Food อาหารทางการแพทย์

“ไทยไม่จำเป็นต้องมีโมเดล เพราะแต่ละประเทศมีบริบทไม่เหมือนกัน อย่างไต้หวันไม่มีโมเดลอะไรซับซ้อน แต่เขารู้และมองออกว่าสิ่งที่จะพาประเทศเดินหน้าคืออะไร ซึ่งเขาทำถูกต้องและมองออกว่าโลกต้องการอะไรและมุ่งตรงไปจุดนั้น เกาหลีใต้ก็เช่นกัน”

หนุนไทยต่อยอดจาก Data Center

สำหรับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจ Data Center แม้ส่งผลบวกต่อตัวเลขเศรษฐกิจ แต่สร้างความกังวลการใช้น้ำและไฟฟ้ามหาศาล โดยหลายฝ่ายตั้งคำถามความคุ้มค่าจากการให้สิทธิประโยชน์ภาครัฐ จากการที่ธุรกิจนี้จ้างงานต่ำและอาจไม่เกิดประโยชน์ประเทศแท้จริง

ทั้งนี้ ต้องมอง Data Center ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การต่อยอดคลาวด์และเอไอ ดังนั้น Data Center เป็นมากกว่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ แต่เป็นโอกาสสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยต้องพยายามหาทางใช้ประโยชน์นำมาต่อยอดและพัฒนาธุรกิจ

โดยการมีระบบคลาวด์และ AI ที่รันบนระบบดาต้าขนาดใหญ่ จะช่วยให้ SME ไทยเข้าถึงฐานข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจได้มีประสิทธิภาพขึ้น แต่เงื่อนไขสำคัญคือ SME ต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี และใช้เครื่องมือให้เป็น โดยหัวใจสำคัญคือภาคธุรกิจขนาดใหญ่ต้องเข้ามาช่วยเหลือ และลงมือสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานร่วมกัน

“ถ้าจะให้ SME โตได้ ธุรกิจขนาดใหญ่ต้องมาช่วยเพราะภาครัฐช่วยฝ่ายเดียวไม่ไหว ต้องเปลี่ยนวิธีคิดทำธุรกิจ ต้องแท็กทีมกัน รายใหญ่ช่วยรายเล็ก”

ลด “ประชานิยม” เร่ง “ลงทุน” สร้างภูมิคุ้มกัน

นายดนุชา กล่าวว่า ปัญหาการพึ่งพิงพลังงานนำเข้าเป็นสิ่งที่ไทยต้องเร่งแก้ไข โดยทิศทางระยะต่อไปต้องเน้น “การลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่าน” (Investment & Transition) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เช่น การส่งเสริมจักรยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับผู้มีรายได้น้อย และการสนับสนุนการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา (Solar Rooftop)

ส่วนมาตรการกระตุ้นการบริโภค “ไทยช่วยไทย พลัส” รัฐบาลจัดทำขึ้นด้วยเหตุผลหลักเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนจากวิกฤติพลังงาน ถึงแม้เห็นผลลัพธ์เร็วแต่ใช้เงินมหาศาลและไม่ยั่งยืน ดังนั้น ปัจจุบันยังไม่เห็นความจำเป็นที่รัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อดำเนินนโยบายระยะสั้นลักษณะนี้

“ก่อนหน้านี้ช่วงโควิดมีโครงการคนละครึ่ง 4-5 รอบ ต้องเรียนประชาชนว่าอย่าติดใจกับเรื่องแบบนี้มาก เพราะจะมาเฉพาะเวลาที่ควรจะต้องมา นั่นคือเวลาที่มีปัญหา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรจะทำต้องพยายามดูแลการใช้จ่ายตัวเองร่วมด้วย”

“สภาพัฒน์” มองทิศทางเศรษฐกิจระยะสั้น

นอกจากนี้การเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาส 2 แม้ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา ดีกว่าตลาดคาดไว้ แต่กลับติดลบ 0.2% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า จากการเร่งนำเข้าพลังงาน

ทั้งนี้ ดุลการค้าประเทศกลับมาติดลบหลังนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 110% ในแง่ปริมาณและราคาเพราะความไม่สงบในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันขาดดุลบริการจากค่าระวางเรือ (Freight) และค่าประกันภัยที่สูงขึ้น 200-300%

ปัจจัยดังกล่าวอาจไม่ใช่สัญญาณเตือนวิกฤติเศรษฐกิจที่หลายฝ่ายกังวลเพราะช่วงครึ่งปีหลังความขัดแย้งมีแนวโน้มคลี่คลายส่งผลราคาน้ำมันลดลง และมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่ออกมาปลายไตรมาส 2 เริ่มส่งผลบวกต่อการบริโภคไตรมาส 3

สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัด สิ้นปีนี้อาจติดลบเล็กน้อยที่ 1.2% เนื่องจากผลกระทบสะสมไตรมาส 2 แต่โอกาสที่ GDP ไตรมาส 3 จะติดลบต่อจากไตรมาส 2 น้อยลงแล้ว และคาดว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตตามเป้าหมาย 2.2%

รื้อดัชนี MPI ปัดข้อกล่าวหา “สินค้าสวมสิทธิ์”

อีกด้านที่มูลค่าการส่งออกที่เติบโตสวนทางดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ที่เติบโตเพียง 0.1% และอัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม 57% ต่ำสุดรอบ 24 ไตรมาส กังวลว่าไทยอาจไม่ผลิตจริง แต่เป็นทางผ่านสินค้าสวมสิทธิ์ที่ผลิตต่างประเทศเพื่อเลี่ยงภาษี (Transshipment)

ทั้งนี้ การตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกของ สศช. กรมศุลกากร และกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบความลักลั่นมูลค่าการส่งออกและ MPI เกิดจากข้อจำกัดการคำนวณ MPI ของกลุ่มตัวอย่างไม่ครอบคลุมโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่เพิ่งมีฐานการผลิต รวมถึงปีฐานที่ใช้คำนวณ

สศช.ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เร่งปรับเกณฑ์การคำนวณ MPI ใหม่ในรูปแบบ “วิธีปริมาณลูกโซ่” โดยปรับปรุงปีฐานที่คำนวณให้สะท้อนความจริงและยืดหยุ่นตามพลวัตอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าหมายเสร็จในเดือน ก.ย.2569

 

 


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.